Tanqueray – จินอังกฤษคลาสสิกกับภาพลักษณ์ไอคอนระดับโลก
Tanqueray คือหนึ่งในจินที่ถูกยกให้เป็นตำนานของอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1830 โดย Charles Tanqueray ผู้สร้างสูตรที่ผสมผสานสมุนไพรและเครื่องเทศอย่างพิถีพิถัน จนเกิดเป็น London Dry Gin ที่สะอาด แห้ง และกลิ่น Juniper ชัดเจน จนกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของสไตล์นี้มาจนถึงปัจจุบัน
ในบทความนี้ LIQ9 จะมาทำความรู้จักกับแบรนด์นี้ให้มากขึ้น
กำเนิด Gin ขวัญใจมือชง

Tanqueray (แทนเคอเรย์) เริ่มต้นขึ้นในปี 1830 โดย Charles Tanqueray บุตรชายของตระกูลนักบวชที่เลือกเดินเส้นทางแตกต่างจากครอบครัว เขาตัดสินใจเปิดโรงกลั่นเล็ก ๆ ในย่าน Bloomsbury กรุงลอนดอน ด้วยความหลงใหลในศิลปะการกลั่นและความกล้าที่จะทดลองผสมผสานสมุนไพรและเครื่องเทศ (botanicals) มากกว่าร้อยชนิด จนในที่สุดเขาก็ได้สูตรจินที่สมบูรณ์แบบซึ่งใช้เพียง 4 ส่วนผสมหลัก ได้แก่ Juniper, Coriander Seed, Angelica Root และ Liquorice สูตรนี้ได้กลายเป็นหัวใจของ Tanqueray London Dry Gin มาจนถึงปัจจุบัน
ในช่วงศตวรรษที่ 19–20 Tanqueray เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความนิยมอย่างมากในอังกฤษ รวมถึงตลาดสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในยุค Prohibition (1920s) ที่จินเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมตามบาร์ลับ (Speakeasy) Tanqueray ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจินที่นักดื่มชาวอเมริกันเลือกสรรเพราะคุณภาพและรสชาติที่เสถียร สะอาด และกลมกล่อม

แม้โรงกลั่นจะถูกทำลายจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1941 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ Tanqueray ยังคงยืนหยัดและย้ายฐานการผลิตไปยังสกอตแลนด์ ก่อนจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกภายใต้เครือ Diageo ในเวลาต่อมา ปัจจุบัน Tanqueray เป็นหนึ่งในจินที่ได้รับรางวัลมากที่สุด และยังคงถูกยกย่องให้เป็นมาตรฐานของ London Dry Gin ที่บาร์เทนเดอร์และนักดื่มทั่วโลกไว้วางใจ
Snoop Dogg และ Tanqueray Ten – เมื่อจินจับมือกับไอคอนฮิปฮอป

ความร่วมสมัยของ Tanqueray ยิ่งโดดเด่นเมื่อในปี 2021 แบรนด์ได้ประกาศความร่วมมือกับ Snoop Dogg แร็ปเปอร์ชื่อดังระดับโลกในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Tanqueray No. TEN จินระดับอัลตร้าพรีเมียมของแบรนด์ โดยเขาเป็นศิลปินที่สร้างชื่อเสียงให้กับวัฒนธรรม Gin มาตั้งแต่ยุค 90s ผ่านเพลงฮิตตลอดกาล “Gin & Juice” และการร่วมงานครั้งนี้ได้ยกระดับทั้งภาพลักษณ์และการรับรู้ของ Tanqueray ในหมู่คนรุ่นใหม่
การจับมือกันครั้งนี้ทำให้ Tanqueray ไม่ได้ถูกมองเพียงแค่จินคลาสสิกจากอังกฤษ แต่ยังกลายเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมดนตรี ฮิปฮอป และป๊อปคัลเจอร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
คาแรกเตอร์ของ Tanqueray
– สไตล์: London Dry Gin ที่ชัดเจน สดใส และไม่มีการเติมสารให้ความหวาน
– กลิ่นและรสชาติ: Juniper เด่นชัด เสริมด้วยกลิ่นสมุนไพรและเครื่องเทศจาก botanicals
– ความนิยม: ใช้เป็น base spirit ของค็อกเทลคลาสสิกทั่วโลก เช่น Gin & Tonic, Negroni, Martini
Gin ของ Tanqueray ที่คุณควรรู้จัก
Tanqueray Gin
กำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1830 โดย Charles Tanqueray ผู้กล้าที่จะทดลองผสมสมุนไพรกว่าร้อยชนิด จนค้นพบสูตรที่สมบูรณ์แบบ ใช้เพียง 4 botanicals ได้แก่ Juniper, Coriander Seed, Angelica Root และ Liquorice กลายเป็น DNA ของ London Dry Gin ที่เป็นมาตรฐานโลกมาจนถึงทุกวันนี้
คาแรคเตอร์:
– กลิ่นหอม Juniper ชัดเจน สดใส
– รสสมดุล มีทั้ง citrus และ spice ที่กลมกล่อม
– สไตล์แห้ง (Dry) สะอาด ไม่มีความหวานปรุงแต่ง
วิธีการดื่ม:
เหมาะกับการทำค็อกเทลคลาสสิก เช่น Gin & Tonic, Negroni, Martini หรือจิบเพียวพร้อมน้ำแข็งเพื่อสัมผัสโครงสร้างอันคมชัด
● DNA ของ London Dry Gin ที่เป็นมาตรฐานโลก
● ใช้สูตรดั้งเดิม 4 botanicals ตั้งแต่ปี 1830
● เป็น base spirit สำหรับค็อกเทลคลาสสิกทั่วโลก
Tanqueray No. TEN Distilled Gin

< ↑ Explore : Tanqueray No. TEN Distilled Gin >
เปิดตัวในปี 2000 เพื่อยกระดับจินให้หรูหราขึ้นอีกขั้น Tanqueray No. TEN ถูกตั้งชื่อตาม Still No.10 หม้อกลั่นทองแดงขนาดเล็กที่ใช้ผลิตในปริมาณจำกัด จุดเด่นคือการใช้ fresh citrus ผลไม้สดจริง (grapefruit, lime, orange) ผสมกับสมุนไพรและดอกไม้ ทำให้เป็นจินที่ถูกยกให้เป็น “Super Premium Gin”
คาแรคเตอร์:
– กลิ่น citrus สดชื่น หรูหรา
– รสชาติซับซ้อน มีทั้งผลไม้สด ดอกไม้ และสมุนไพร
– เนื้อสัมผัสนุ่มนวลและหรูหรา เหมาะสำหรับสาย Craft Cocktail
วิธีการดื่ม:
โดดเด่นที่สุดเมื่อใช้ทำ Martini เพราะความสดจาก citrus ทำให้มีชีวิตชีวา หรือจะดื่มแบบ Gin & Tonic ก็เพิ่มมิติใหม่ที่ซับซ้อนกว่า
● Super Premium Gin ที่ใช้ผลไม้สดจริงในการกลั่น
● ผลิตจาก Still No.10 หม้อกลั่นทองแดงขนาดเล็ก
● เหมาะที่สุดสำหรับค็อกเทล Martini ระดับหรู
เสน่ห์ของ Tanqueray อยู่ที่การคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ดั้งเดิมพร้อมกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ตลอดเวลา รุ่น London Dry Gin คือรากฐานสำคัญของโลกค็อกเทล ในขณะที่ Tanqueray No. TEN ยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้นด้วยความหรูหราและความสดชื่นจากผลไม้สด ทุกแก้วคือการเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์และความร่วมสมัยอย่างลงตัว

