10 Premium Vodka & Craft Gin ที่บาร์ชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้
ในโลกของ Craft Cocktail ที่ทุกรายละเอียดในแก้วมีความหมาย บาร์เทนเดอร์ระดับโลกไม่ได้เลือก Spirit เพียงเพราะชื่อแบรนด์หรือราคาที่แพงที่สุด แต่เพราะรู้ว่าวัตถุดิบในขวดนั้นจะทำงานร่วมกับ Mixer, Garnish และแนวคิดของ Cocktail ได้อย่างไร การเลือก Base Spirit คือการตัดสินใจที่กำหนดทิศทางของทุกสิ่งที่ตามมาในแก้ว
Vodka ที่ดีในมือบาร์เทนเดอร์ไม่ได้แค่ "ไม่มีรสชาติ" แต่คือความสะอาดและความนุ่มที่ปล่อยให้ทุกส่วนผสมอื่นแสดงตัวเองได้เต็มที่ ในขณะที่ Craft Gin คือ Spirit ที่พูดด้วยตัวเองผ่าน Botanicals ที่เลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งสองมีบทบาทที่แตกต่างกันบน Back Bar แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทั้งคู่ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาก่อนที่บาร์ระดับโลกจะยอมวางไว้บนชั้น
Liq9 รวบรวม 10 Premium Vodka และ Craft Gin ที่ปรากฏซ้ำๆ บนหลังบาร์ชั้นนำทั่วโลก ตั้งแต่ลอนดอนถึงโตเกียว ตั้งแต่บาร์ที่ติดอันดับ World's 50 Best Bars ไปจนถึง Speakeasy ระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ แต่ละขวดมีเรื่องราว มีเหตุผล และมีบุคลิกที่ชัดเจนว่าทำไมมันถึงได้รับเลือก
1. Belvedere Vodka

Belvedere ไม่ได้เป็นแค่ Vodka โปแลนด์ขวดหนึ่ง แต่คือการประกาศว่า Vodka มีบุคลิกและต้นกำเนิดที่ควรภาคภูมิใจได้เช่นเดียวกับ Single Malt Whisky โรงกลั่นในเมือง Żyrardów ใช้ข้าวสาลีสายพันธุ์ Dankowskie Rye ที่ปลูกในโปแลนด์เท่านั้น ผ่านการกลั่นสี่รอบและไม่เติมน้ำตาลหรือสารเติมแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ปรัชญาที่เรียบง่ายแต่พิถีพิถันนี้คือสิ่งที่ทำให้ Belvedere กลายเป็น Vodka แรกๆ ที่โลกยอมรับว่า Pure ไม่ได้แปลว่าไม่มีบุคลิก
เนื้อสัมผัสนุ่มและครีมมี่เล็กน้อย มีความหวานอ่อนๆ จากข้าวสาลีที่ลอยอยู่เบาๆ กลิ่นวานิลลาและอัลมอนด์อ่อนๆ Finish สะอาดและยาวนานโดยไม่มีความแสบหรือฉุนที่รบกวน
วิธีการดื่ม: ดื่ม Neat ที่อุณหภูมิ 4–6 องศาเพื่อสัมผัสความนุ่มของเนื้อสัมผัสที่แท้จริง หรือกับ Vodka Martini แบบ Extra Dry ที่ให้ Belvedere พูดแทนตัวเอง สำหรับ Highball ให้จับคู่กับ Soda ใสและเปลือกเลมอน เพื่อรักษาความสะอาดของรสชาติไว้ได้อย่างเต็มที่
2. Grey Goose Vodka

Grey Goose ถือกำเนิดขึ้นในปี 1997 ด้วยคำถามเดียวว่า "Vodka ที่ดีที่สุดในโลกควรเป็นอย่างไร?" Sidney Frank ผู้ก่อตั้งไม่ได้มองหาคำตอบในรัสเซียหรือโปแลนด์ แต่หันไปหาฝรั่งเศส ใช้ข้าวสาลีจาก Picardy ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในยุโรป และน้ำจากแหล่งน้ำ Gensac-la-Pallue ที่ผ่านการกรองตามธรรมชาติผ่านหินปูน Cognac ผลลัพธ์ที่ได้คือ Vodka ที่กลายเป็นนิยามของ Premium Vodka ให้กับตลาดทั่วโลก และยังคงสถานะนั้นมาจนถึงวันนี้
กลิ่นนุ่มและสะอาด มีความหอมของขนมปังอบสดเล็กน้อยจากข้าวสาลีฝรั่งเศส เนื้อสัมผัสลื่นและเบา Finish กลมกล่อมโดยไม่มีความร้อนหรือความฉุนที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้รู้สึกเหมือนน้ำในขณะที่บอกว่าตัวเองเป็น Vodka
วิธีการดื่ม: Grey Goose เหมาะกับ Vodka Tonic ที่ใส่มะนาวเขียวและ Tonic น้ำตาลต่ำ เพื่อให้ความสะอาดของ Vodka ปรากฏชัด หรือกับ Espresso Martini ที่ความนุ่มของ Vodka เข้ากับกาแฟได้อย่างสมดุล สำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์ตรงที่สุด ดื่ม Chilled Neat ในแก้วใบเล็กพร้อมแตงกวาฝาน
3. The Glenlivet 12 Years

Ketel One คือ Vodka ที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่ม Premium และมีรากฐานที่ลึกที่สุด ตระกูล Nolet จากเนเธอร์แลนด์ ที่กลั่น Genever มาตั้งแต่ปี 1691 และ Ketel One คือผลพัฒนาที่สืบทอดปรัชญาของครอบครัวมานานกว่า 300 ปี ชื่อ Ketel หมายถึง Pot Still หมายเลขหนึ่งในโรงกลั่นดั้งเดิมที่ยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ในทุกแบตช์จะมีสมาชิกตระกูล Nolet ชิมไวน์ก่อนอนุมัติการบรรจุขวด ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ
ให้คาแรคเตอร์สะอาดและมีความเป็นธัญพืชที่ชัดเจนกว่า Grey Goose เล็กน้อย มีกลิ่นส้มอ่อนๆ และความเป็นครีมีที่น่าสนใจ เนื้อสัมผัสเบาและสดชื่น Finish กรอบและสะอาดพร้อมความอบอุ่นเล็กน้อยที่บอกว่ามีของอยู่ในขวด
วิธีการดื่ม: Ketel One Martini แบบ Classic คือสิ่งที่บาร์เทนเดอร์มืออาชีพแนะนำเสมอ เพราะโครงสร้างของ Ketel One ออกแบบมาเพื่อทำงานใน Martini โดยเฉพาะ หรือกับ Bloody Mary ที่ความสดชื่นของ Vodka ช่วยถ่วงความเข้มข้นของมะเขือเทศได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ Highball แนะนำ Ketel One กับ Elderflower Tonic และสะระแหน่สด
4. The Botanist Islay Dry Gin

The Botanist มาจากเกาะที่คนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะดินแดนของ Peated Whisky แต่ Bruichladdich Distillery เลือกสร้าง Gin ที่สะท้อนความเป็นเกาะ Islay ในมุมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แทนที่จะใช้ Botanicals ที่นำเข้าจากทั่วโลก The Botanist ใช้พืชและสมุนไพรที่เก็บด้วยมือจากธรรมชาติบนเกาะ Islay ถึง 22 ชนิด จากทั้งหมด 31 Botanicals ในสูตร พืชเหล่านั้นเก็บในช่วงฤดูกาลที่เหมาะสมและใช้ในทันที ไม่ผ่านการแช่แข็งหรือเก็บรักษา ความสดและความ Local ของวัตถุดิบคือสิ่งที่ทำให้ The Botanist แตกต่างจาก Craft Gin อื่นๆ อย่างชัดเจน
กลิ่นเปิดด้วยดอกไม้และสมุนไพรที่ละเอียดอ่อน ทั้งลาเวนเดอร์ เปปเปอร์มินต์ และดอกไม้ป่าที่รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนเกาะจริงๆ Juniper ชัดเจนแต่ไม่ครอบงำ เนื้อสัมผัสเบาและสดชื่น Finish ยาวนานพร้อมกลิ่นสมุนไพรที่ค่อยๆ ผสานกันและเปลี่ยนแปลงไปในปาก
วิธีการดื่ม: Gin & Tonic คือวิธีที่แสดงศักยภาพของ The Botanist ได้ดีที่สุด ใช้ Tonic น้ำตาลต่ำ เติมน้ำแข็งก้อนใหญ่ และ Garnish ด้วยเปลือกมะนาวกับสะระแหน่สด สัดส่วนแนะนำคือ 1:3 เพื่อให้ Botanicals ได้แสดงตัวเองอย่างเต็มที่ สำหรับ Martini ให้ใช้ Dry Vermouth ในปริมาณน้อยมากและ Garnish ด้วยมะกอกหรือ Lemon Twist
5. Monkey 47 Dry Gin

Walsh Whiskey Distillery ใน County Carlow คือบ้านของ The Irishman และ The Harvest คือขวดที่สะท้อนปรัชญาของโรงกลั่นได้ชัดเจนที่สุด ชื่อ Harvest ไม่ได้ตั้งขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่เพื่อระลึกถึงฤดูเก็บเกี่ยวของชาวนาไอริชที่ทุ่มเทกับผืนดินมาทั้งปีก่อนจะได้รับผลตอบแทน เป็น Blend ของ Single Malt และ Single Grain ที่บ่มในถัง Bourbon และ Sherry ซึ่งให้ความซับซ้อนที่เกินราคาอย่างน่าประหลาดใจ
ความนุ่มนวลของ Irish Whiskey ที่กลั่นสามครั้งเป็นพื้นฐาน ผสมกับกลิ่นผลไม้สุก วานิลลา และโน้ต Sherry หวาน ๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น รสชาติกลมกล่อมและดื่มง่ายโดยไม่สูญเสียความลึก Finish สะอาดพร้อมความหวานที่ค้างอยู่ในปากได้อย่างน่าพึงพอใจ
ดื่มเพียวหรือ On the Rock เพื่อสัมผัสความนุ่มนวลของ Irish Whiskey อย่างเต็มที่ หรือผสมกับ Ginger Ale สำหรับ Highball ที่สดชื่นและดื่มสนุก เป็นขวดที่เหมาะกับทุกโอกาสตั้งแต่ดื่มคนเดียวในคืนที่ต้องการความสงบไปจนถึงแชร์กับเพื่อนในคืนที่ไม่ต้องการอะไรซับซ้อน
6.
7.
8.
9.
10.
