“G’Vine” ไม่ใช่แค่ Gin แต่นี่คือฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส (France) กับองุ่นเป็นของคู่กันมาตลอด ไม่ว่าจะเดินทางไปแคว้นไหน แทบทุกพื้นที่ล้วนมีไร่องุ่นทอดยาวเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ และไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เครื่องดื่มจากดินแดนนี้ ตั้งแต่ไวน์ไปจนถึง คอนยัค (Cognac) ต่างผูกพันกับองุ่นแทบทั้งสิ้น แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ฝรั่งเศสมี จิน (Gin) เป็นของตัวเองด้วย และมันแตกต่างจากจิน (Gin) ที่คุณเคยรู้จักอยู่มากทีเดียว
Liq9 ขอหยิบหนึ่งในแบรนด์ที่สะท้อนความเป็นฝรั่งเศสได้ดีที่สุดตัวหนึ่งมาให้รู้จักกัน นั่นคือ จี ไวน์ (G’Vine) จินจากแคว้น Cognac ที่ใช้องุ่นเป็นฐานแทนข้าวบาร์เลย์ตามแบบฉบับดั้งเดิม และกลายเป็นแบรนด์แรกของโลกที่บุกเบิก Grape Based Gin อย่างจริงจัง
ฝรั่งเศสในรูปของ Gin

อย่างที่เกริ่นกันไปข้างต้น ฝรั่งเศส (France) มีองุ่นเต็มไปหมด จิน (Gin) ของที่นี่จึงมีเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่น ด้วยการใช้องุ่นแทน ข้าวบาร์เลย์ (Malted Barley) และ จี ไวน์ (G’Vine) เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นแบรนด์แรกที่ใช้องุ่นในการผลิต จิน (Gin) หรือ เกรปเบส จิน (Grape Based Gin) ด้วย
เบื้องหลัง G'Vine คือ Jean-Sébastien Robicquet ผู้ที่เติบโตมาท่ามกลางไร่องุ่นในแคว้นคอนยัค เขาต้องการสร้างสุรากลั่นที่ไม่ซ้ำใครในฝรั่งเศส จึงหันมาใช้องุ่นพันธุ์ อูยี บลังค์ (Ugni Blanc) ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์เดียวกับที่ใช้กลั่นคอนยัค มาเป็นฐานของจิน (Gin) แทนธัญพืชแบบดั้งเดิม Ugni Blanc เป็นพันธุ์องุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหมาะสมในกระบวนการกลั่น และมีรสชาติที่ค่อนข้าง Neutral ทำให้เป็นฐานที่ยืดหยุ่นสำหรับการเติม Botanicals ได้อย่างลงตัว
กระบวนการกลั่นทำในหม้อกลั่นทองแดงชื่อ "Lily Fleur" ซึ่งทองแดงมีบทบาทสำคัญในการดึงสารซัลเฟต (Sulfate) ออกจาก Spirit ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความ Smooth ผิดปกติ และลดการเกิดอาการเมาค้างลงอย่างมีนัยสำคัญ ดอกไม้ของเถาองุ่น Ugni Blanc จะบานเพียง 10–15 วันต่อปีเท่านั้น จากนั้นช่างเก็บดอกไม้ต้องรีบเก็บก่อนหมดฤดูกาล มิฉะนั้นต้องรอถึงปีหน้า กลีบดอกที่ได้จะถูกนำไปแช่ใน Neutral Grape Spirit หลายวันก่อนกลั่น ส่วน Botanicals อื่น ๆ อย่างรากขิง อบเชย จูนิเปอร์เบอร์รี่ ผักชี ลูกจันทน์ และมะนาว จะถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มรสชาติ แช่และกลั่นแยกกัน ก่อนนำมาผสมรวมกันในขั้นตอนสุดท้าย
จี ไวน์ ฟลอเรซอง (G'Vine Floraison)

ฟลอเรซอง (Floraison) แปลตรงตัวจากภาษาฝรั่งเศสว่า "การผลิดอก" และนั่นคือทุกสิ่งที่แก้วนี้ถ่ายทอดออกมา เป็นจิน (Gin) ที่ใช้ดอกเถาองุ่น (Vine Flower) เป็น Botanical หลัก ทำให้กลิ่นหอมของดอกไม้ปรากฏชัดตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดขวด
Floraison โดดเด่นด้วยกลิ่นดอกไม้ที่สวยงามและเกือบจะคล้ายน้ำหอม มี Juniper ที่นุ่มนวลมาก พร้อมผิวมะนาวที่ให้ความสดชื่น จบด้วย White Flower ที่ติดอยู่บนเพดานปากอย่างสะอาดและสดใส รสสัมผัสโดยรวมมีความ Clean ติดหวานเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเบาสบายคล้ายวอดก้า (Vodka) คุณภาพสูง แต่มีมิติและเรื่องราวมากกว่ามาก ด้วยปริมาณแอลกอฮอล์ 40%
เหมาะสำหรับ: Gin & Tonic สไตล์สเปน พร้อมผิวมะนาวและดอกไม้สด, French 75, หรือดื่มแบบ Neat สำหรับคนที่อยากรู้จักกลิ่นองุ่นบานในแก้วแบบไม่มีอะไรบังรส
จี ไวน์ นูเอซอง (G'Vine Nouaison)

ถ้า Floraison คือดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน นูเอซอง (Nouaison) ก็คือช่วงถัดมา — ชื่อนี้มาจากช่วงเวลาหลังดอกบาน เมื่อดอกองุ่นที่ผ่านการผสมพันธุ์เริ่มพัฒนาตัวเองกลายเป็นเมล็ดองุ่นเล็ก ๆ สีเขียว ยึดตัวเองเข้ากับก้านเถา แทนที่จะใช้ดอก Botanical หลักในรุ่นนี้จึงเป็น "ลูกองุ่นอ่อน" (Nouaison Berries) แทน ให้คาแรคเตอร์ที่หนักแน่นและซับซ้อนกว่า Floraison อย่างเห็นได้ชัด
Nouaison ขยายกลิ่น Spice จาก Botanicals ให้เข้มข้นขึ้น แต่ยังคงรักษาความนุ่มนวลและ Silky Texture จากฐานองุ่นไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมกลิ่นดอกไม้ที่ยังแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง รสชาติให้ความรู้สึกของผลไม้ตระกูลส้ม เครื่องเทศอบอุ่น และความ Juniper ที่ชัดขึ้นกว่า Floraison มาก ด้วย ABV ที่สูงกว่าที่ 44–45%
เหมาะสำหรับ: Wet Martini, Negroni, หรือ Gin & Tonic สไตล์ที่ต้องการ Complexity มากกว่าความสดใส
ทั้งสองรุ่นใช้กระบวนการผลิตเดียวกันในภาพรวม แต่ต่างกันที่ Botanical หลักและสัดส่วนการผสม Floraison หมายถึงช่วง "การผลิดอก" ส่วน Nouaison หมายถึงช่วง "การติดผล" ของเถาองุ่น นี่คือสิ่งที่ทำให้ G'Vine ไม่ใช่แค่จิน (Gin) สองขวด แต่คือการบันทึกสองช่วงเวลาจากธรรมชาติลงในแก้ว
G’Vine คือหลักฐานว่าจิน (Gin) ไม่ได้มีกฎตายตัว ตราบใดที่ Botanicals คุณภาพสูง กระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน และรากฐานทางวัฒนธรรมมาบรรจบกัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเป็นอะไรบางอย่างที่หยิบขึ้นมาแล้วทำให้นึกถึงสถานที่นั้นได้ทันที สำหรับ G'Vine นั่นคือท้องทุ่งองุ่นแห่งคอนยัค ในวันที่ดอกไม้กำลังบาน
