Campari: สีแดงที่ครองใจคนทั่วโลก
ครั้งแรกที่หลายคนดื่ม Campari มักลงเอยด้วยสีหน้าเดียวกัน — ขมกว่าที่คิด หวานกว่าที่เตรียมใจไว้ และมีอะไรบางอย่างในกลิ่นที่บอกไม่ได้แน่ชัดว่าคือสมุนไพรอะไร แต่กลับจำได้ขึ้นใจ แล้วพอแก้วที่สองมาถึง ทุกอย่างก็เริ่มต่างออกไป
Campari คือหนึ่งในไม่กี่ Spirits บนโลกที่รู้จักได้ทันทีโดยไม่ต้องอ่านฉลาก สีแดงเข้มที่เรืองอยู่ในแก้ว กลิ่นส้มและสมุนไพรที่โชยออกมาก่อนใคร และรสชาติที่อยู่ในจุดที่ขมกับหวานดึงกันพอดีโดยไม่ยอมฝั่งไหน ทั้งหมดนี้เกิดจากสูตรที่ Gaspare Campari สร้างขึ้นในปี 1860 และไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงอีกเลยตลอดกว่า 160 ปีที่ผ่านมา
นั่นคือสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับขวดนี้ — ในโลกที่ทุก Spirits ต่างพยายาม Rebrand ปรับสูตร หรือออก Limited Edition ตามกระแส Campari ยืนนิ่งอยู่กับตัวเองอย่างมั่นใจ และนั่นทำให้มันกลายเป็นหนึ่งใน Spirits ที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลก — ไม่ใช่เพราะมันเปลี่ยนตามคนดื่ม แต่เพราะคนดื่มที่ดีพอจะเปลี่ยนตามมันเสมอ
จากเด็กล้างจานสู่ตำนานในแก้ว

อย่างที่เกริ่นกันไปข้างต้น ฝรั่งเศส (France) มีองุ่นเต็มไปหมด จิน (Gin) ของที่นี่จึงมีเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่น ด้วยการใช้องุ่นแทน ข้าวบาร์เลย์ (Malted Barley) และ จี ไวน์ (G’Vine) เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นแบรนด์แรกที่ใช้องุ่นในการผลิต จิน (Gin) หรือ เกรปเบส จิน (Grape Based Gin) ด้วย
เบื้องหลัง G'Vine คือ Jean-Sébastien Robicquet ผู้ที่เติบโตมาท่ามกลางไร่องุ่นในแคว้นคอนยัค เขาต้องการสร้างสุรากลั่นที่ไม่ซ้ำใครในฝรั่งเศส จึงหันมาใช้องุ่นพันธุ์ อูยี บลังค์ (Ugni Blanc) ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์เดียวกับที่ใช้กลั่นคอนยัค มาเป็นฐานของจิน (Gin) แทนธัญพืชแบบดั้งเดิม Ugni Blanc เป็นพันธุ์องุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหมาะสมในกระบวนการกลั่น และมีรสชาติที่ค่อนข้าง Neutral ทำให้เป็นฐานที่ยืดหยุ่นสำหรับการเติม Botanicals ได้อย่างลงตัว
กระบวนการกลั่นทำในหม้อกลั่นทองแดงชื่อ "Lily Fleur" ซึ่งทองแดงมีบทบาทสำคัญในการดึงสารซัลเฟต (Sulfate) ออกจาก Spirit ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความ Smooth ผิดปกติ และลดการเกิดอาการเมาค้างลงอย่างมีนัยสำคัญ ดอกไม้ของเถาองุ่น Ugni Blanc จะบานเพียง 10–15 วันต่อปีเท่านั้น จากนั้นช่างเก็บดอกไม้ต้องรีบเก็บก่อนหมดฤดูกาล มิฉะนั้นต้องรอถึงปีหน้า กลีบดอกที่ได้จะถูกนำไปแช่ใน Neutral Grape Spirit หลายวันก่อนกลั่น ส่วน Botanicals อื่น ๆ อย่างรากขิงอบเชย จูนิเปอร์เบอร์รี่ ผักชี ลูกจันทน์ และมะนาว จะถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มรสชาติ แช่และกลั่นแยกกัน ก่อนนำมาผสมรวมกันในขั้นตอนสุดท้าย
สูตรที่ยังคงเป็นความลับ

หลังจาก Gaspare เสียชีวิตในปี 1882 Davide Campari ลูกชายเข้ารับช่วงต่อและทำสิ่งที่พ่อไม่ได้ทำ — เขานำ Campari ออกสู่ตลาดโลก เริ่มจากการส่งออกไปยัง Nice บนชายฝั่ง French Riviera จากนั้นขยายไปยังอเมริกาใต้และสหรัฐอเมริกา ในปี 1904 โรงงานผลิตแห่งแรกเปิดขึ้นใน Sesto San Giovanni ใกล้มิลาน และในปี 1915 Davide เปิด Camparino บาร์ในสถานที่เดิมที่พ่อเคยนั่งรับลูกค้า ซึ่งยังคงเปิดให้บริการจนถึงวันนี้กว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา
สิ่งที่ทำให้ Campari ยังคงเป็นที่พูดถึงไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือความลึกลับของมัน สูตรที่ Gaspare สร้างขึ้นในปี 1860 ยังคงเป็นความลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ มีเพียงส่วนผสมสองอย่างที่รู้แน่ชัดคือแอลกอฮอล์และน้ำ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 60 ชนิดนั้นยังคงซ่อนอยู่ในสูตรที่ส่งต่อกันมาภายในองค์กรเท่านั้น
Campari คือ Aperitif Bitter ที่ขมจริงและหวานจริงในเวลาเดียวกัน กลิ่นที่โดดเด่นที่สุดคือเปลือกส้ม Cherry กานพลู และอบเชย ส่วนรสชาติเปิดด้วยความขมที่ชัดเจนก่อนจะตามมาด้วยความหวานและกลิ่นสมุนไพรที่ซับซ้อน Finish ยาวนานและทิ้งรสขมหอมไว้ในลำคอ Wine Enthusiast ให้คะแนน Campari ที่ 96/100 ในปี 2023 ซึ่งพิสูจน์ว่ารสชาติที่ "ต้องเรียนรู้" นี้มีมิติที่นักชิมระดับโลกให้ความเคารพอย่างแท้จริง
Campari กับ Cocktail คลาสสิกที่ไม่มีวันล้าสมัย

ถ้าจะพูดถึง Cocktail ที่ทำให้ Campari กลายเป็นชื่อที่ทุกบาร์ในโลกต้องมี ต้องเริ่มจาก Negroni — เครื่องดื่มที่ประกอบด้วย Gin, Sweet Vermouth และ Campari ในสัดส่วนเท่ากัน 1:1:1 ซึ่งเชื่อกันว่า Count Camillo Negroni สั่งทำครั้งแรกที่บาร์แห่งหนึ่งในฟลอเรนซ์เมื่อปี 1919 โดยขอให้ Bartender เพิ่มความแรงให้กับ Americano ด้วยการเปลี่ยน Soda เป็น Gin และ Americano คือ Cocktail รุ่นพี่ที่ใช้ Campari กับ Sweet Vermouth ผสม Soda Water — เรียบง่ายแต่ยังคงเสน่ห์ได้ตลอดกาล
นอกจากนั้นยังมี Boulevardier ที่เปลี่ยนจาก Gin เป็น Whisky ให้รสชาติที่หนักแน่นกว่า Jungle Bird ที่รวม Campari กับ Rum สร้างความสมดุลระหว่างความขมและความหวานในแบบเขตร้อน และ Campari Spritz ที่เพิ่งได้รับความนิยมขึ้นมาในยุคที่ Aperol Spritz ครองโลก
Campari กับวัฒนธรรม Aperitivo ของอิตาลี

เพื่อเข้าใจ Campari อย่างแท้จริง ต้องเข้าใจวัฒนธรรม Aperitivo ของอิตาลีด้วย Aperitivo คือประเพณีการดื่มเครื่องดื่มเบา ๆ ก่อนมื้อเย็น เพื่อกระตุ้นความอยากอาหารและเริ่มต้นบทสนทนา ซึ่งฝังรากอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวอิตาลีอย่างแยกไม่ออก Campari คือตัวแทนของประเพณีนี้มากกว่า Spirits ชนิดใดทั้งสิ้น ความขมของมันทำหน้าที่กระตุ้นระบบย่อยอาหารได้จริง ในขณะที่รสชาติที่ซับซ้อนทำให้การรอมื้ออาหารกลายเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าในตัวเอง
ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา Campari ยังเชื่อมโยงกับโลกของศิลปะและโฆษณาอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การว่าจ้างศิลปินชั้นนำมาออกแบบป้ายโฆษณาในยุคต้นศตวรรษที่ 20 ไปจนถึงการที่ Federico Fellini กำกับโฆษณาสั้นให้กับแบรนด์ในปี 1984 Campari ไม่เคยเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่คือสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตแบบอิตาลีที่สวยงาม ช้า และมีรสนิยม
Campari ไม่ใช่ Spirits ที่เหมาะกับทุกคนตั้งแต่แก้วแรก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันพิเศษ เพราะเมื่อวันที่คุณเข้าใจมันได้ มันจะไม่ใช่แค่ขวดที่อยู่บนบาร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นขวดที่หยิบขึ้นมาโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่อยากได้อะไรที่มีตัวตนชัดเจนในแก้ว
ตลอดกว่า 160 ปี Campari ผ่านมาแล้วทุกยุคสมัย ตั้งแต่โต๊ะอาหารของ Galleria Vittorio Emanuele II ในมิลานยุค 1860s ไปจนถึงบาร์ Craft Cocktail ในทุกเมืองใหญ่ของโลกวันนี้ และตลอดเส้นทางนั้น มีสิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยน คือสูตรที่ Gaspare ทิ้งไว้ให้โลก
